ข้อบังคับพรรคเสรีรวมไทย ๒๕๖๑

ข้อบังคับพรรคเสรีรวมไทยโดยที่ประชุมใหญ่ พรรคเสรีรวมไทยได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ยกเลิกข้อบังคับ พรรคเสรีรวมไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ และให้ใช้ข้อบังคับพรรคเสรีรวมไทย พ. ศ. ๒๕๖๑ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์และแนวทางในการบริหารจัดการพรรคเสรีรวมไทย ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ. ศ. ๒๕๖o และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ อีกทั้งให้เป็นไปตามยุคสมัยการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคเสรีรวมไทย ดังนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับพรรคเสรีรวมไทย พ.ศ. ๒๕๖๑”

ข้อ ๒ ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้

“พรรค” หมายความว่า พรรคเสรีรวมไทย

“ข้อบังคับพรรค” หมายความว่า ข้อบังคับพรรคเสรีรวมไทย

“คณะกรรมการบริหารพรรค” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารพรรคเสรีรวมไทย

“กรรมการบริหารพรรค” หมายความว่า กรรมการบริหารพรรคเสรีรวมไทย

“หัวหน้าพรรค” หมายความว่า หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

“รองหัวหน้าพรรค” หมายความว่า รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

“เลขาธิการพรรค” หมายความว่า เลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย

“รองเลขาธิการพรรค” หมายความว่า รองเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย

“เหรัญญิกพรรค” หมายความว่า เหรัญญิกพรรคเสรีรวมไทย

“นายทะเบียนสมาชิกพรรค” หมายความว่า นายทะเบียนสมาชิกพรรคเสรีรวมไทย

“โฆษกพรรค” หมายความว่า โฆษกพรรคเสรีรวมไทย

“ที่ปรึกษาพรรค” หมายความว่า ที่ปรึกษาพรรคเสรีรวมไทย

“ผู้อำนวยการพรรค” หมายความว่า ผู้อำนวยการพรรคเสรีรวมไทย

“บุคลากรพรรค” หมายความว่า บุคลากรพรรคเสรีรวมไทย

“สาขาพรรค” หมายความว่า สาขาพรรคเสรีรวมไทย

“หัวหน้าสาขาพรรค” หมายความว่า หัวหน้าสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“รองหัวหน้าสาขาพรรค” หมายความว่า รองหัวหน้าสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“เลขานุการสาขาพรรค” หมายความว่า เลขานุการสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“รองเลขานุการสาขาพรรค” หมายความว่า รองเลขานุการสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“เหรัญญิกสาขาพรรค” หมายความว่า เหรัญญิกสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค” หมายความว่า นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“โฆษกสาขาพรรค” หมายความว่า โฆษกสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“คณะกรรมการสาขาพรรค” หมายความว่า คณะกรรมการสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“กรรมการสาขาพรรค” หมายความว่า กรรมการสาขาพรรคเสรีรวมไทย

“ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด” หมายความว่า ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดพรรคเสรีรวมไทย

“ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  สาขา …………….จังหวัด .............. เขต ................”

หมายความว่า ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่ประจำอยู่ ณ ที่นั้นๆ

“อาสาสมัคร” หมายความว่า บุคคลที่อาสาเข้าร่วมปฏิบัติงานกับพรรคเสรีรวมไทย

“ยุวเสรีรวมไทย” หมายความว่า  เยาวชนที่มีแนวคิดอุดมการณ์เดียวกัน มีความคล้ายคลึงกัน สามารถเข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคเสรีรวมไทย

“ศูนย์ประสานงาน” หมายความว่า ศูนย์ประสานงานพรรคเสรีรวมไทย

“ผู้แทนสมาชิก” หมายความว่า ผู้แทนสมาชิกพรรคเสรีรวมไทย

“เขตเลือกตั้ง” หมายความว่า เขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

“ภาค” หมายความว่า ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ หรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

“คณะกรรมการนโยบายพรรค” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายพรรคเสรีรวมไทย

“คณะกรรมการยุทธศาสตร์” หมายความว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเสรีรวมไทย

“คณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยพรรค” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยพรรคเสรีรวมไทย

“คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเสรีรวมไทย

หมวด ๑

บททั่วไป

 

ข้อ ๔ พรรคการเมืองที่ใช้ข้อบังคับนี้เรียกว่า พรรคเสรีรวมไทย เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า“Thai  Liberal  Party” ชื่อย่อภาษาไทยว่า สร. ชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า TLP.

ข้อ ๕ เครื่องหมายพรรคและความหมาย

พรรคเสรีรวมไทยใช้เครื่องหมาย คนกอดคอกัน บนพื้นวงกลมสีทอง โดยมีอักษรภายในวงกลมว่า รวมพลังสร้างชาติ วงกลมตั้งอยู่บนแถบริบบิ้นสีขาวขอบทอง โดยมีอักษรสีน้ำเงินภายในริบบิ้นว่า พรรคเสรีรวมไทย โดยมีความหมาย ดังนี้

(๑) คนสามคนกอดคอกัน เปรียบเสมือนคนไทยทั่วประเทศรวมพลังสร้างชาติไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

(๒) สัญลักษณ์ แสดงถึงอุดมการณ์ เสรีภาพ การแสดงออก ซึ่งสิทธิบนความเสมอภาค การมี ส่วนร่วมของประชาชน หน้าที่ความรับผิดชอบต่อชาติ ประชาชนและต่อสาธารณะ

ข้อ ๖ คำประกาศอุดมการณ์และนโยบายของพรรคเสรีรวมไทย

คำประกาศอุดมการณ์ละนโยบายของพรรคนี้ เป็นข้อความที่ประชาชนทั่วไปรับรู้ได้ เพราะได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ขอให้สมาชิกพรรคทุกท่านได้ศึกษาและทำความเข้าใจให้สามารถนำไปใช้อธิบายขยายความให้ประชาชนเข้าใจเมื่อมีผู้ใดสอบถาม หรือเป็นกรอบในการใช้หาเสียงเลือกตั้งและนำไปใช้เป็นแนวทางในการเสนอแนวความคิดต่อผู้นำชุมชน กลุ่มบุคคลหรือใช้ในการอภิปรายและเสนอความคิดเห็นในเชิงวิชาการ จึงให้สมาชิกของพรรคทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของคำประกาศอุดมการณ์และนโยบายของพรรคนี้ อันจะเป็นพื้นฐานในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป

ข้อ ๗ สำนักงานใหญ่พรรคและสำนักงานสาขาพรรค

(๑) สำนักงานใหญ่พรรค

ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๑๖๔/๘๘ ซอยบางขุนนนท์ ๒๔ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ ๑๐๗๐๐

(๒) สำนักงานสาขาพรรค ลำดับที่ ๑ สาขาภาคเหนือ

ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๑๔/๒๘ ถ.วิสุทธิกษัตริย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก รหัสไปรษณีย์ ๖๕๐๐๐

(๓) สำนักงานสาขาพรรค ลำดับที่ ๒ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๓๐๔-๓๐๖ ถ.รถไฟ ๑ ต.บัวใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา รหัสไปรษณีย์ ๓๐๑๒๐

(๔) สำนักงานสาขาพรรค ลำดับที่ ๓ สาขาภาคกลาง

ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๖๔/๒๓ หมู่ ๓ ต.นครชัยศรี อ. นครชัยศรี จ. นครปฐม รหัสไปรษณีย์ ๗๐๑๒๐

(๕) สำนักงานสาขาพรรค ลำดับที่ ๔ สาขาภาคใต้

ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๑๙ หมู่ ๔ ต. คลองฉนาก อ.เมือง จ. สุราษฎร์ธานี รหัสไปรษณีย์ ๘๔๐๐๐

ข้อ ๘ สาขาพรรคเสรีรวมไทยที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง ณ ที่ใด ให้เรียกว่า พรรคเสรีรวมไทย สาขาภาคตามชื่อที่ระบุถึงเขตท้องที่ที่ตั้งนั้น

หมวด ๒

ส่วนที่ ๑ คณะกรรมการบริหารพรรค

 

หลักเกณฑ์และวิธีการเลือก การให้ความเห็นชอบ การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรค  หัวหน้าและกรรมการสาขาพรรค  ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๖๐ และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐

ข้อ ๙ ให้มีคณะกรรมการพรรคคณะหนึ่ง เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคซึ่งเป็นองค์กรหลักในการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าแปดคน

ข้อ ๑๐ คณะกรรมการบริหารพรรค ตามข้อ ๘ ประกอบด้วย

(๑) หัวหน้าพรรค

(๒) รองหัวหน้าพรรค

(๓) เลขาธิการพรรค

(๔) รองเลขาธิการพรรค

(๕) เหรัญญิกพรรค

(๖) นายทะเบียนสมาชิกพรรค

(๗) โฆษกพรรค

(๘) กรรมการบริหารอื่น

ข้อ  ๑๑ วิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค ตามข้อ ๑๐ ให้ดำเนินการในที่ประชุมใหญ่พรรค โดยสมาชิกพรรคที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ในวันนั้นจะลงคะแนนเลือกโดยเปิดเผยหรือลับก็ได้ ดังนี้

(๑) ให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณากำหนดจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคตามความเหมาะสมแต่ละตำแหน่ง

(๒) ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคจนครบจำนวนตำแหน่งตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๑๐

(๓) การเสนอชื่อผู้เข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรคแต่ละตำแหน่งต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าห้าคน  โดยผู้ถูกเสนอชื่อผู้รับรองและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคต้องอยู่ในที่ประชุมใหญ่นั้นด้วยจึงจะมีสิทธิและต้องเป็นสมาชิกพรรค

(๔) การลงมติ ให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกที่มาประชุมในวันนั้น และในกรณีที่มีผู้เสนอชื่อเกินหนึ่งคน และมีคะแนนเสียงเท่ากัน เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้ใช้วิธีการจับสลากถือเป็นการชี้ขาด

ข้อ ๑๒ การดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารพรรค อยู่ในตำแหน่งได้วาระละสี่ปี เมื่อครบวาระแล้วอาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกก็ได้

ข้อ ๑๓ ในกรณีกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ครบวาระ ตาย ลาออก เปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล หรือเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุใดๆ ให้ผู้นั้นแจ้ง ให้หัวหน้าพรรคและหรือนายทะเบียนสมาชิกพรรคทราบ เพื่อหัวหน้าพรรคจะได้แจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับทราบ

ข้อ ๑๔ กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ

(๔) ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการบริหารพรรคตามที่กฎหมายกำหนด

(๕) ถูกถอดถอนตามกฎหมาย

เมื่อตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคว่างลงตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเข้าทำหน้าที่แทน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งต้องกระทำภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน

สำหรับผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้ดำรงตำแหน่งตามวาระเท่าที่เหลืออยู่

ข้อ ๑๕ คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ  เมื่อ

(๑) ครบวาระการดำรงตำแหน่ง

(๒) หัวหน้าพรรคพ้นจากตำแหน่งตามข้อ ๑๔ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ ข้อ ๑๕ (๑)

(๓) กรรมการบริหารพรรคว่างลงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด

เมื่อตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่างลงตามข้อ ๑๕ (๒) ให้รองหัวหน้าพรรคตามลำดับอาวุโสหรือตามที่กรรมการบริหารพรรคตกลงกันทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค ถ้าไม่มีรองหัวหน้าพรรค  ให้กรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยู่เลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทน พร้อมทั้งแจ้งนายทะเบียนทราบภายในสิบห้าวัน โดยให้ผู้ทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรคมีอำนาจเรียกประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน

หากคณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะยกเว้นตาม (๒) ให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจในการเรียกประชุมใหญ่ เพื่อดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายในสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน

ในกรณีที่มีเหตุให้คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามข้อ ๑๕ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายทะเบียน จะตอบรับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

ข้อ ๑๖ คณะกรรมการบริหารพรรค มีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้

(๑) ควบคุมและกำกับดูแลมิให้สมาชิกกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับ รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศและคำสั่งของคณะกรรมการและมติที่ประชุมใหญ่พรรค

(๒) ควบคุมและกำกับดูแลมิให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค กระทำการในลักษณะที่อาจจะทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจเป็นโทษแก่บุคคลใดซึ่งสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

(๓) ควบคุมดูแลการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ กฎหมาย นโยบาย ข้อบังคับพรรค มติที่ประชุมใหญ่พรรครวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศคำสั่งด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

(๔) ควบคุมดูแลการคัดเลือกสมาชิกหรือบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม จริยธรรม เข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือ ตำแหน่งอื่น หรือเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสำนักกิจการสภา

(๕) ออกกฎระเบียบและจัดตั้งหน่วยงานต่างๆเพื่อปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายพรรคข้อบังคับพรรค ระเบียบพรรคและยุทธศาสตร์พรรค

(๖) ควบคุมไม่ให้พรรค และผู้ซึ่งพรรคส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งใช้วงเงินเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

(๗) จัดสรรเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง  ดังนี้

(ก) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจัดสรรเป็นจำนวนรวมโดยพิจารณาตามจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคเสนอไว้ในบัญชีรายชื่อและบัญชีที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(ข) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้จัดสรรให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเป็นรายบุคคล

(ค) ค่าใช้จ่ายที่จัดสรรตาม (ก) และ (ข) ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และหรือตามกำลังความสามารถทางการเงินของพรรคที่สมควรจะเป็น แต่ทั้งนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง (ก) และ (ข) ต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการดำเนินการช่วยเหลือตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

(๘) ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งหรือถอดถอนคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ของพรรค คณะผู้บริหารพรรค คณะที่ปรึกษาพรรค คณะกรรมาธิการสภาของพรรค คณะกรรมการกิจการรัฐสภาของพรรค คณะกรรมการประสานงานของพรรค คณะอนุกรรมการของพรรคที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มิใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะทำงานต่างๆของพรรคหรือผู้ปฏิบัติงานในกิจการเฉพาะกิจต่างๆทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

(๙) อนุมัติให้จัดตั้งสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด อนุมัติให้เลิกสาขาพรรคตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและองค์กรเสริมสร้างพรรคต่างๆที่เกี่ยวข้อง

(๑๐) เลิกพรรค ไม่ว่ากรณีใดๆที่พรรคไม่อาจดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปได้

(๑๑) อำนวยการต่างๆ และกระทำการสั่งการใดๆ เพื่อให้การดำเนินงานของพรรคเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของพรรคให้เกิดประสิทธิภาพและบังเกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

(๑๒) กำหนดให้มีการประชุมใหญ่พรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และรายงานการดำเนินกิจการทางการเมืองด้านต่างๆต่อที่ประชุมใหญ่พรรค

(๑๓) จัดหาทุนหารายได้และดูแลทรัพย์สินต่างๆ ตลอดจนการบริหารการเงินและการบริหารทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดของพรรคและสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อยตามหลักการปฏิบัติขององค์กร

(๑๔) พิจารณาลงโทษสมาชิกพรรคที่กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ มติที่ประชุมใหญ่และข้อบังคับพรรคให้เป็นไปตามบทกำหนดโทษที่ได้บัญญัติไว้

(๑๕) จัดตั้งส่วนปฏิบัติงานฝ่ายแผนกต่างๆ ตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินการให้มีความสอดคล้องตามนโยบายของพรรค และให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประจำหรือไม่ประจำแล้วแต่กรณี

(๑๖) กำหนดอำนาจหน้าที่ให้กรรมการบริหารพรรคและผู้ปฏิบัติงานของพรรคยึดถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด

(๑๗) อำนาจหน้าที่อื่นที่คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นสมควร ซึ่งไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายระเบียบ คำสั่งและหรือข้อบังคับพรรค

ข้อ ๑๗ กรรมการบริหารพรรคแต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(๑) หัวหน้าพรรค มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(ก) กำหนดเป้าหมายและแผนงานการดำเนินงานพรรคให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับพรรค นโยบายพรรคและยุทธศาสตร์พรรคตามที่กำหนดไว้เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

(ข) อำนวยการและบริหารจัดการพรรคให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพรรค

(ค) เป็นประธานของคณะกรรมการบริหารพรรคและเป็นผู้เรียกประชุมตลอดจนดำเนินการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

(ง) เป็นผู้ลงนามประกาศ  คำสั่ง ระเบียบ  มติของพรรค ตามที่ได้บัญญัติไว้ในข้อบังคับนี้

(จ) ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินกิจการทางการเมืองให้มีอำนาจปฏิบัติการในนามของพรรคได้โดยความเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นและให้ถือว่าการดำเนินกิจการทางการเมืองนั้นเป็นไปตามมติของพรรค

(ฉ) มอบอำนาจหรือมอบหมายงานให้รองหัวหน้าพรรคหรือสมาชิกพรรค

(ช) อำนาจหน้าที่อื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับพรรค

(๒) รองหัวหน้าพรรค  มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(ก) ช่วยหัวหน้าพรรคกำหนดเป้าหมายแผนงานและโครงการต่างๆของพรรค

(ข) ช่วยหัวหน้าพรรค อำนวยการให้กิจการของพรรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบังเกิดประสิทธิผลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

(ค) หน้าที่อื่นๆ ตามที่หัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย

(๓) เลขาธิการพรรค มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(ก) บริหารงานและอำนวยการให้งานในพรรคเป็นไปตามเป้าหมาย แผนงาน โครงการกิจกรรม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบังเกิดประสิทธิผลโดยเร็ว

(ข) เป็นผู้ตรวจสอบควบคุมกำกับดูแลกิจการทั้งปวงของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย และให้รับผิดชอบโดยตรงจากหัวหน้าพรรคหรือรองหัวหน้าพรรค ในกิจการที่หัวหน้าพรรคได้มอบหมายให้ปฏิบัติเป็นกรณีไป

(ค) เป็นเลขานุการของที่ประชุมใหญ่พรรค คณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค คณะที่ปรึกษาพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค

(ง) เป็นผู้ตรวจสอบ ควบคุม กำกับ ติดตามดูแลการบริหารงานของสำนักงานใหญ่พรรค

(จ) มอบอำนาจให้รองเลขาธิการพรรค

(ฉ) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย

(๔) รองเลขาธิการพรรค  มีหน้าที่รับผิดชอบช่วยงานตามที่เลขาธิการพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคได้มอบหมายให้ปฏิบัติเป็นกรณีไป

(๕) เหรัญญิกพรรค มีหน้าที่ดังนี้

(ก) จัดทำบัญชีรายวัน แสดงรายได้หรือรายรับ และแสดงค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย

(ข) จัดทำบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค

(ค) จัดทำบัญชีแยกประเภท

(ง) จัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน

(จ) การลงรายการบัญชี ต้องมีรายการและเอกสารประกอบการลงบัญชี และต้องจัดทำภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดไว้ให้เป็นปัจจุบัน

(ฉ) มอบอำนาจให้รองหรือผู้ช่วยเหรัญญิก

(ช) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย

(๖) นายทะเบียนสมาชิกพรรค มีหน้าที่ดังนี้

(ก) ตรวจสอบเอกสารหลักฐานบุคคลว่ามีคุณสมบัติถูกต้อง และไม่มีลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเป็นสมาชิก โดยแสดงหลักฐานยืนยันตัวบุคคลที่อยู่ และชำระค่าบำรุงพรรคให้ถูกต้องเรียบร้อย

(ข) จัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคเพิ่ม-ลดให้ตรงความเป็นจริงเพื่อส่งรายงานนายทะเบียนตามประจำไตรมาสทราบ และประกาศติดไว้เพื่อให้สมาชิกตรวจสอบดูได้สะดวกด้วย

(ค) จัดทำประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความถูกต้อง

(ง) ตรวจสอบความถูกต้องความซ้ำซ้อนของสมาชิกพรรคไม่ให้ซ้ำซ้อนกับพรรคการเมืองอื่น

(จ) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย

(๗) โฆษกพรรค มีหน้าที่ดังนี้

(ก) แถลงมติที่ประชุมของพรรคและแถลงกิจกรรมต่างๆของพรรคที่เป็นประโยชน์ของชาติและประชาชนให้สาธารณชนได้รับทราบ

(ข) ประชาสัมพันธ์งานกิจกรรมทางการเมืองของพรรค

(ค) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย

(๘) กรรมการบริหารอื่นๆ มีหน้าที่รับผิดชอบตามที่หัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคได้มอบหมายให้ปฏิบัติเป็นกรณีไป

ส่วนที่ ๒ 

หัวหน้าสาขาพรรค กรรมการสาขาพรรคและการประชุมสาขาพรรค

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ยังไม่มีหัวหน้าสาขาพรรค ให้ดำเนินการโดยให้หัวหน้าพรรคมอบหมายสมาชิกพรรค หนึ่งคน ดำเนินการจัดประชุมใหญ่และเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่ ดังนี้

(๑) หัวหน้าสาขาพรรค

(๒) รองหัวหน้าสาขาพรรค

(๓) เลขานุการสาขาพรรค

(๔) รองเลขานุการสาขาพรรค

(๕) เหรัญญิกสาขาพรรค

(๖) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค

(๗) โฆษกสาขาพรรค

(๘) กรรมการอื่น

ข้อ ๑๙ คณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่ตามข้อ ๑๘ ให้อยู่ในตำแหน่งวาระละสี่ปี แต่เมื่อพ้นตำแหน่งตามวาระแล้วมีสิทธิได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการสาขาพรรคได้อีก

ข้อ ๒๐ การเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคให้ดำเนินการในที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค การลงคะแนนให้กระทำโดยเปิดเผยหรือลงคะแนนลับก็ได้แล้วแต่กรณี ดังนี้

(๑) ให้ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคกำหนดจำนวนของคณะกรรมการสาขาพรรคตามความเหมาะสมของตำแหน่ง

(๒) ให้เลือกตั้งหัวหน้าสาขาพรรคเป็นลำดับแรกแล้วเลือกกรรมการบริหารอื่นให้ครบตามข้อ ๑๘

(๓) การเสนอชื่อผู้เข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรคแต่ละตำแหน่งต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าห้าคน โดยผู้ถูกเสนอชื่อผู้รับรองและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค  ต้องเป็นสมาชิกพรรค  และอยู่ในที่ประชุมใหญ่นั้นด้วยจึงจะมีสิทธิ

(๔) การลงมติ ให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกที่มาประชุมในวันนั้น และในกรณีที่มีผู้เสนอชื่อเกินหนึ่งคน และมีคะแนนเสียงเท่ากัน เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้ใช้วิธีการจับสลากถือเป็นการชี้ขาด

ข้อ ๒๑ คณะกรรมการสาขาพรรคมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(๑) บริหารและดำเนินงานสาขาพรรคให้เป็นไปตามนโยบายพรรค ยุทธศาสตร์พรรค ข้อบังคับพรรค ระเบียบ คำสั่ง ประกาศและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

(๒) เผยแพร่นโยบายพรรค กิจกรรมของพรรค และจัดหาสมาชิกพรรคเพิ่มเติม

(๓) จัดให้มีทะเบียนสมาชิกพรรคในเขตท้องที่รับผิดชอบและตรวจสอบจำนวนให้ตรงกับทะเบียนสมาชิกของพรรค

(๔) จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และงบการเงินของสาขาพรรคเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน

(๕) จัดให้มีการเผยแพร่ความรู้ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยทางการเมืองแก่สมาชิกสาขาพรรคและประชาชนในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ

(๖) เสนอแนะวิธีการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สาขาพรรคได้ประสบปัญหาต่อพรรคเพื่อพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

(๗) เสนอชื่อสมาชิกที่จะเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และแนะนำให้ไปสมัครต่อคณะกรรมการสรรหาของพรรค หรือสภาท้องถิ่นอื่นๆตามกฎหมายในเขตพื้นที่รับผิดชอบนั้นๆ

(๘) จัดทำแผนงาน โครงการและกิจกรรมแต่ละปี ให้รายงานผลการบริหารการปฏิบัติงานของสาขาพรรคเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคทุกรอบไตรมาสภายในสิบห้าวันนับแต่สิ้นรอบไตรมาส

(๙) มอบหมายงานให้ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ

ข้อ ๒๒ กรรมการสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(๑) หัวหน้าสาขาพรรค

(ก) เป็นผู้แทนของสาขาพรรคและเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงของสาขาพรรค

(ข) เป็นประธานของคณะกรรมการสาขาพรรค เรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและเป็นประธานการประชุม

(ค) มีสิทธิยับยั้งมติคณะกรรมการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการอื่นๆที่คณะกรรมการสาขาพรรคจัดตั้งขึ้นเพื่อขอให้มีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันถัดจากที่ได้มีมติ ซึ่งหากพ้นกำหนดดังกล่าวให้ถือว่ามติของที่ประชุมนั้นมีผลใช้บังคับ

(ง) ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินกิจการทางการเมือง ให้มีอำนาจปฏิบัติการในนามของสาขาพรรคได้ แล้วรายงานให้คณะกรรมการสาขาพรรคทราบในโอกาสแรกที่มีการประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค

(จ) มอบอำนาจให้รองหัวหน้าสาขาพรรค หรือกรรมการสาขาพรรค

(ฉ) อำนาจอื่นๆ ตามที่หัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย

ในกรณีหัวหน้าสาขาพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้ที่มีตำแหน่งรองลงมาตามลำดับที่กำหนดไว้ใน

ข้อ 18 ถ้าตำแหน่งเดียวกันมีหลายคนให้คนที่มีอาวุโสสูงที่สุดปฏิบัติหน้าที่แทน

(๒) รองหัวหน้าสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบตามที่หัวหน้าสาขาพรรคมอบหมาย

(๓) เลขานุการสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้

(ก) ตรวจสอบและกำกับดูแลกิจการทั้งปวง ของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคได้มอบหมาย และให้รับผิดชอบโดยตรงจากหัวหน้าสาขาพรรคในกิจการที่หัวหน้าสาขาพรรคได้มอบหมายให้ปฏิบัติ

(ข) เสนอรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค

(ค) เป็นเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค

(ง) บริหารจัดการสาขาพรรค กำกับดูแลตรวจสอบติดตามการบริหารงานของสาขาพรรคให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อยตามระเบียบ ข้อบังคับพรรค และกฎหมาย

(จ) มอบอำนาจให้รองเลขานุการสาขาพรรค

(๔) รองเลขานุการสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตามที่เลขานุการสาขาพรรคมอบหมาย

(๕) เหรัญญิกสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุม รายรับ-รายจ่าย บัญชีทรัพย์สิน หนี้สินและงบการเงินของสาขาพรรคตลอดจนผลการปฏิบัติให้ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคทราบ

(๖) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค พร้อมจัดทำทะเบียนสมาชิกสาขาพรรคให้ถูกต้องและสมาชิกสาขาพรรคสามารถตรวจสอบได้ทั่วไป

(๗) โฆษกสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้

(ก) แถลงมติที่ประชุมและกิจการต่างๆ ของสาขาพรรค

(ข) ประชาสัมพันธ์งานของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคได้มอบหมาย

(๘) กรรมการอื่นของสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตามที่หัวหน้าสาขาพรรคหรือคณะกรรมการสาขาพรรคได้มอบหมาย

ข้อ ๒๓ กรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ

(๔) ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการสาขาพรรคตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคว่างลงตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) ให้หัวหน้าสาขาพรรคแต่งตั้งกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเข้าทำหน้าที่แทน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างซึ่งต้องกระทำภายในเก้าสิบวัน  นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน หากตำแหน่งหัวหน้าสาขาพรรคว่างลงตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) ให้รองหัวหน้าสาขาพรรค ตามลำดับอาวุโสหรือตามที่กรรมการสาขาพรรคตกลงกันทำหน้าที่แทน ถ้าไม่มีรองหัวหน้าสาขาพรรค ให้กรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยู่เลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทนโดยให้มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าสาขาพรรคแทนตำแหน่งที่วางภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน

สำหรับผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างให้ดำรงตำแหน่งตามวาระเท่าที่เหลืออยู่

ข้อ ๒๔ คณะกรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ เมื่อ

  • ครบวาระการดำรงตำแหน่ง
  • หัวหน้าสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งตามข้อ (๑)

(๓) กรรมการสาขาพรรคว่างลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสาขาพรรคทั้งหมด

เมื่อคณะกรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะยกเว้นตามข้อ (๒) ให้หัวหน้าสาขาพรรคมีอำนาจในการเรียกประชุมใหญ่ เพื่อดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่ภายในเก้าสิบวัน  นับแต่วันที่ได้รับแจ้งตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน

ในกรณีที่มีเหตุให้คณะกรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้คณะกรรมการสาขาพรรคที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะตอบรับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่

ในกรณีที่ไม่มีกรรมการสาขาพรรคเหลืออยู่ หรือมีแต่ไม่สามารถดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่ คณะกรรมการบริหารพรรคจะดำเนินการเอง หรือมอบหมายให้สมาชิกสาขาพรรคจำนวนหนึ่งดำเนินการก็ได้

ข้อ ๒๕ ให้หัวหน้าสาขาพรรคและกรรมการสาขาพรรคอีกหนึ่งคนเป็นผู้แทนสมาชิกของสาขานั้นเข้าร่วมประชุมใหญ่พรรค หากหัวหน้าสาขาพรรคไม่สามารถเข้าร่วมประชุมใหญ่ได้ให้มอบหมายให้รองหัวหน้าสาขาพรรคหรือกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่ง มาร่วมประชุมใหญ่ของพรรคแทนก็ได้

ข้อ ๒๖ เมื่อดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคครบตามที่กำหนดในมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ แล้ว หากต่อมาภายหลังมีสาขาพรรคการเมืองไม่ครบ ให้ดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงสาขาพรรคจากนายทะเบียน

ส่วนที่ ๓

การจัดตั้งสาขาพรรคและการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค

 

ข้อ ๒๗ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง พรรคต้องดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา ดังต่อไปนี้

(๑) สาขาพรรคแต่ละสาขา ต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสาขาพรรคนั้นตั้งแต่ห้าร้อยคนขึ้นไป

(๒) เมื่อจัดตั้งสาขาพรรคขึ้นในภาคนั้นแล้ว ให้หัวหน้าพรรคมีหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จัดตั้งสาขาพรรคนั้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่นายทะเบียนกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเพื่อประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

(๓) ให้ผู้ที่ได้รับการเลือกเป็นหัวหน้าสาขาพรรคจัดส่งรายการแสดงที่ตั้งสาขาพรรค รายชื่อ อาชีพ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน พร้อมลายมือชื่อกรรมการสาขาพรรค และหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นที่ทำการสาขาพรรค กรรมการสาขาพรรคตามจำนวนที่กำหนดในข้อ ๑๘

ส่วนที่ ๔

ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

 

ข้อ ๒๘ หลักเกณฑ์ ให้มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิกซึ่งมีภูมิลำเนาตามหลักฐานทะเบียนราษฎรในจังหวัดนั้นๆเขตละ หนึ่งคน

ข้อ ๒๙ เขตเลือกตั้งในจังหวัดที่มิได้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสาขาพรรค ถ้าพรรคมีสมาชิกซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งจังหวัดนั้นเกินหนึ่งร้อยคน ให้พรรคแต่งตั้งสมาชิกซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดซึ่งมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในแต่ละเขตเลือกตั้ง เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคในเขตพื้นที่รับผิดชอบนั้น

ข้อ ๓๐ ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดต้องเป็นสมาชิกซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการบริหารพรรค

ข้อ ๓๑ ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดอยู่ในตำแหน่งวาระละสี่ปี และเมื่อพ้นตำแหน่งตามวาระแล้วมีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดได้อีก

ข้อ ๓๒ ในกรณีที่ยังไม่มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด การได้มาซึ่งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ให้ดำเนินการดังนี้

(๑) ให้พรรคมอบหมายแต่ละสาขาพรรคไปดำเนินการเชิญสมาชิกในแต่ละจังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบจำนวนไม่น้อยกว่าห้าสิบคนมาประชุมเพื่อเลือกตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยให้หัวหน้าสาขาหรือผู้แทนเป็นประธานในที่ประชุม

(๒) ในกรณีมีผู้เสนอชื่อบุคคลที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเกินหนึ่งคน จะต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าห้าคน ผู้เสนอชื่อผู้รับรองและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรคและต้องอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย

(๓) การลงมติให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกที่มาประชุมโดยเปิดเผยหรือโดยการลงคะแนนลับก็ได้ ในกรณีที่มีผู้เข้าเสนอชื่อเกินหนึ่งคนและมีคะแนนเสียงเท่ากัน เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้ใช้วิธีการจับสลากถือว่าเป็นการชี้ขาด

ข้อ ๓๓ ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ให้มีหน้าที่ช่วยหัวหน้าสาขาพรรคดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย ตามข้อ ๒๑ (๙) จัดประชุมเพื่อคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ส่งมาจากคณะกรรมการสรรหา โดยมีสมาชิกมาร่วมประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน

ข้อ ๓๔ การปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดนอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับก็ให้เป็นไปตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

หมวด ๓

สมาชิกและสมาชิกภาพ

 

ข้อ ๓๕ สมาชิกภาพของสมาชิกเริ่มตั้งแต่ได้ชำระค่าบำรุงพรรคตามจำนวนที่กำหนดแล้ว

ข้อ ๓๖ บุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่ลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้มีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ในกรณีเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้งหรือในวันที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก

(๓) ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๖ , ๙๘ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๔) (๑๖) (๑๗) หรือ (๑๘) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐

(๔) ไม่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นหรือผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นตามมาตรา ๑๑ หรือผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นตาม มาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐

ข้อ ๓๗ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน  พรรคต้องดำเนินการให้มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่าห้าพันคน  และต้องเพิ่มสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนภายในสี่ปี  นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน  และจัดให้มีสาขาพรรคในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการคำนวณอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา  โดยสาขาพรรคแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสาขาภาคนั้นตั้งแต่ห้าร้อยคนขึ้นไป

ข้อ ๓๘ การสมัครเป็นสมาชิก ให้ยื่นใบสมัครตามแบบพิมพ์ของพรรคด้วยตนเองต่อนายทะเบียนพรรค ณ ที่ทำการพรรค หัวหน้าสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  พร้อมเอกสารสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ปัจจุบันพร้อมขีดคร่อมว่า  สมัครสมาชิกพรรคและให้คำรับรองว่าตนมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น  มีคุณสมบัติ  และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๓๖  ทางไปรษณีย์หรือทางการสื่อสารอีเลคโทรนิค พร้อมทั้งชำระค่าบำรุงพรรคจำนวน ๑๐๐ บาท กรณีรายปี จำนวน ๒,๐๐๐ บาท กรณีตลอดชีพ โดยมีสมาชิกพรรครับรองไม่น้อยกว่าสองคน

ในกรณียื่นใบสมัครตามวรรคหนึ่ง ต่อหัวหน้าสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้รวบรวมการลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรคไว้ที่สาขาพรรค แล้วให้สาขาพรรครวบรวมส่งให้นายทะเบียนสมาชิกพรรคดำเนินการตามข้อ ๓๙ ต่อไป

ข้อ ๓๙ เมื่อนายทะเบียนสมาชิกพรรค ได้รับใบสมัครแล้วให้ลงทะเบียนผู้สมัครท่านนั้นเป็นสมาชิกพรรคทำการออกใบเสร็จรับเงิน และออกบัตรประจำตัวสมาชิกพรรคส่งให้สมาชิกทุกราย แล้วให้นำเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคทราบ

ข้อ ๔๐ สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๓๖

(๔) พรรคมีมติให้ออก เพราะกระทำผิดวินัยหรือจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือมีเหตุร้ายแรงอย่างอื่นที่ขัดต่อกฎ ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ รวมตลอดทั้งคำสั่งหรือประกาศต่างๆของพรรค

(๕) ไม่ชำระค่าบำรุงพรรคเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน

(๖) พรรคสิ้นสุดลงตามมาตรา ๙๐ (๑) (๒) (๓) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

(๗) เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นอยู่ก่อนแล้ว

การลาออกจากสมาชิกพรรคตาม (๒) ให้ถือว่าสมบูรณ์และให้มีผลทันทีเมื่อสมาชิกผู้นั้นได้ยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรค หัวหน้าพรรคหรือนายทะเบียน

การสิ้นสุดของสมาชิกภาพตาม (๔) ถ้าสมาชิกผู้นั้นดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย มติของพรรคต้องเป็นมติของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรค และมติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้งหมด การลงมติให้ลงคะแนนลับแต่ถ้าสมาชิกผู้นั้นได้อุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน  นับแต่วันที่พรรคมีมติคัดค้านว่ามติดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักทรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวมีลักษณะไม่ขัดตามมาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว สมาชิกผู้นั้นอาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยหรือจะคงสมาชิกภาพของพรรคเดิมต่อไปก็ได้

ข้อ ๔๑ ในกรณีสมาชิกหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งคนใด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน เห็นว่ามติของพรรคที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้สมาชิกผู้นั้นหรือตามบัญชีรายชื่อแล้วแต่กรณีมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ที่พรรคตั้งขึ้นเพื่อทำการพิจารณาวินิจฉัยภายในเจ็ดวันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสมาชิกผู้นั้น

ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์มีความเห็นอย่างไร ให้เสนอความเห็นพร้อมเหตุผลต่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณามีมติตามความเห็นต่อไป และเมื่อมีมติอย่างไรให้ถือเป็นที่สุด

หมวด  ๔

    สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

สิทธิหน้าที่  ความรับผิดชอบของสมาชิกต่อพรรค  ความรับผิดชอบของพรรคต่อสมาชิก

ส่วนที่  ๑

สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

ข้อ ๔๒ สมาชิกพรรคมีสิทธิต่างๆ ดังต่อไปนี้

(๑) แสดงความคิดเห็น หรือเสนอข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อชาติ ประชาชน สาธารณะชนและต่อพรรค

(๒) ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากพรรคให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคในการเลือกตั้งทุกระดับที่ประชาชนเป็นผู้มาใช้สิทธิเลือกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

(๓) ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงาน คณะทำงาน หรือคณะกรรมการสาขาพรรค กรรมการ หรืออนุกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ หรือกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนที่ปรึกษาพรรค เป็นต้น

(๔) มีสิทธิอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะได้พิจารณาเป็นแต่ละกรณีไปตามที่เห็นสมควร

(๕) เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี และมีสิทธิลงคะแนนหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่

ข้อ ๔๓ สมาชิกพรรค มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) สนับสนุนสมาชิกพรรคผู้ที่พรรคได้พิจารณาส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ในทุกระดับและให้ความร่วมมือในการดำเนินงานของพรรคด้วยความเต็มใจและบริสุทธิ์ใจ เพื่อการเจริญก้าวหน้าของพรรค

(๒) สนับสนุนการร่วมกิจกรรมทางการเมืองของพรรคอย่างเต็มความสามารถ

(๓) ให้การสนับสนุนนโยบายและมติของพรรคอีกทั้งต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของพรรคโดยเคร่งครัด

(๔) ไม่กระทำการให้ร้ายหรือบ่อนทำลายต่อพรรค สมาชิกพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรค หรือสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือผู้ที่พรรคส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับ

(๕) ส่งเสริมสนับสนุนและชักจูงให้ผู้อื่นเลือกผู้สมัครของพรรคและชักจูงให้ผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกันที่สนใจมาเข้าร่วมงานทางการเมืองกับพรรค

ส่วนที่  ๒

ความรับผิดชอบของสมาชิกต่อพรรค

 

ข้อ ๔๔ ความรับผิดชอบของสมาชิกต่อพรรคต้องยอมรับและต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ตลอดจนนโยบายของพรรคอย่างเคร่งครัด  ดังต่อไปนี้

(๑) ร่วมรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของพรรค ให้ความร่วมมือในกิจกรรมของพรรคด้วยจิตใต้สำนึกในอุดมคติในฐานะเจ้าของพรรคร่วมกัน

(๒) เป็นผู้ที่พร้อมจะเสียสละ พากเพียรในการทำงานเพื่อพรรคตามประกาศอุดมการณ์ของพรรคให้ประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย

(๓) เป็นผู้ที่ไฝ่หาความรู้ มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้า ยึดมั่นศึกษาแนวทางให้เกิดความเข้าใจถ่องแท้เพื่อการขยายอุดมการณ์แนวทางสู่สาธารณะชนต่อไป

(๔) ช่วยขยายความศรัทธาต่อพรรคให้แพร่หลายในหมู่ประชาชน ร่วมผลักดันเพื่อให้พรรคหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

(๕) ร่วมระดมทุน ร่วมรณรงค์ทางการเมืองให้ประชาชนมีความมั่นใจ มีความรู้สึกที่ดีต่อพรรคอย่างกว้างขวางเพื่อร่วมสนับสนุนพรรค

ส่วนที่  ๓

ความรับผิดชอบของพรรคต่อสมาชิก

 

ข้อ ๔๕ ความรับผิดชอบของพรรคต่อสมาชิก มีดังต่อไปนี้

(๑) เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของมวลสมาชิก พรรคจะดำเนินการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พรรคได้ก้าวไปสู่การมีบทบาททางการเมือง เป็นสถาบันทางการเมืองและเข้าสู่การบริหารประเทศตามนโยบายเพื่อการบรรลุเป้าหมายตามอุดมการณ์

(๒) จัดการส่งเสริมสถานภาพของสมาชิกเพื่อการดำรงชีวิตของตนเองและครอบครัว และจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อสมานสามัคคีระหว่างมวลสมาชิกทั่วประเทศ

(๓) การจัดสวัสดิการด้วยการให้ความคุ้มครองจากอิทธิพล อำนาจมืด และส่งเสริมอาชีพให้กับมวลสมาชิก

(๔) ให้ความสำคัญแก่มวลสมาชิกพรรคทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยให้ถือว่าสมาชิกพรรคเป็นบุคคลสำคัญของพรรค

(๕) สนับสนุนให้สมาชิกมีความรู้ความสามารถในการชักจูงให้ผู้อื่นเลือกผู้สมัครของพรรคและให้มีความสนใจเข้าร่วมงานทางการเมืองกับพรรค

หมวด ๕

มาตรฐาน ทางจริยธรรมของสมาชิก  กรรมการบริหารพรรค  กรรมการสาขาพรรค 

ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค

 

ข้อ ๔๖ มาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิก มีดังต่อไปนี้

(๑) ต้องมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(๒) ต้องยึดมั่นต่ออุดมการณ์ในการทำงานเพื่อประเทศชาติประชาชน และชุมชนอย่างเต็มความสามารถด้วยความรับผิดชอบ และยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน และชุมชนเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

(๓) ต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมทั้งโดยส่วนตัวและโดยความรับผิดชอบต่อสาธารณะชน

(๔) ต้องให้เกียรติเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกด้วยกัน พึงกล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพ ไม่พูดส่อเสียด เสียดสี หรือใส่ความผู้อื่นและต้องประพฤติปฏิบัติตามหลักการอุดมการณ์ของพรรค

(๕) ต้องไม่กระทำการใดๆอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของพรรค ที่จะก่อให้เกิดการเสื่อมเสียไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

(๖) ต้องยึดถือและปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับพรรคและมติที่ประชุมพรรคโดยเคร่งครัด

(๗) ต้องไม่เรียกหรือรับทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆในการปฏิบัติหน้าที่หรือเพราะได้ปฏิบัติหน้าที่ และจะดูแลให้บุคคลในครอบครัวยึดถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน

(๘) ต้องให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน และชุมชนอย่างถูกต้องและทันการ โดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้อื่น ประชาชนและชุมชนเข้าใจผิดต่อพรรคหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่น

ข้อ ๔๗ มาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค มีดังต่อไปนี้

(๑) ต้องไม่อยู่ในข้อผูกมัด อาณัติมอบหมายด้วยประการใดๆ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม เพื่อให้เกิดสันติสุขโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์

(๒) ต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดๆ ในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

(๓) ต้องไม่รับหรือแทรกแซง หรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานของหน่วยงานรัฐของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือเข้าไปเป็นคู่สัญญากับรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาด ตัดตอนในลักษณะดังกล่าวโดยทางตรงหรือทางอ้อม

(๔) ต้องไม่รับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด ไม่กระทำการใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมอันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์หรือของสื่อมวลชนโดยมิชอบ

(๕) ต้องประพฤติตนและดำรงชีพอย่างมีคุณธรรมและอยู่ในกรอบของกฎหมาย

(๖) ต้องศึกษาและทำความเข้าใจในเนื้อหานโยบายพรรคและข้อบังคับพรรคอย่างถ่องแท้ในการเผยแพร่ข้อมูล

(๗) ต้องมีจิตสำนึกในศักดิ์ศรีเกียรติยศชื่อเสียง  มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานตามที่ได้รับมอบหมายจากพรรคอย่างจริงจัง มีความรักชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของประเทศ

(๘) ต้องยึดมั่นต่ออุดมการณ์ในการทำงานเพื่อประเทศชาติประชาชนและชุมชนอย่างเต็มความสามารถด้วยความรับผิดชอบ ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และชุมชนเหนือกว่าประโยชน์อื่นใด

(๙) ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีจิตสำนึกสาธารณะ ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นการปฏิบัติหน้าที่โดยสันติวิธี มีความชอบธรรมปราศจากอคติหรือถูกครอบงำจากอิทธิพลใดๆ มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

(๑๐) ต้องให้เกียรติและเคารพสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำสุภาพไม่พูดส่อเสียดใส่ร้ายหรือใส่ความผู้อื่น ปฏิบัติตามหลักการในการประชุม อภิปรายอย่างมีประสิทธิภาพ มีประเด็นไม่วกวนซ้ำซากอันอาจทำให้เกิดความสูญเสียต่อภาพลักษณ์และพฤติกรรมของตนเองและพรรค

(๑๑) ต้องไม่เรียก รับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ ในการปฏิบัติหน้าที่หรือเพราะได้ปฏิบัติหน้าที่ และจะดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกัน

(๑๒) ต้องให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนและชุมชนอย่างถูกต้องและทันการโดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้อื่นประชาชนและชุมชนเข้าใจผิดต่อพรรค หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่นใด

(๑๓) ต้องไม่นำความลับของพรรคที่ได้มีมติไว้ไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นๆ หากได้รับทราบข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพรรคต้องรีบแจ้งให้ทางพรรคได้รับทราบโดยเร็วเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

ข้อ ๔๘ มาตรฐานทางจริยธรรมที่บัญญัติไว้เพื่อให้สมาชิกของพรรคได้ยึดถือและปฏิบัติเพื่อความจงรักภักดี ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เคารพประชาธิปไตย มีอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อชาติและประชาชน ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ทางการเมือง ข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐

ข้อ ๔๙ ห้ามมิให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคกระทำการหรือส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือกระทำการอันเป็นการบ่อนทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

หมวด ๖

การบริหารจัดการสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

 

ข้อ ๕๐ หัวหน้าสาขาพรรค มีหน้าที่ความรับผิดชอบการบริหารจัดการสาขาพรรค ดังนี้

(๑) กำหนดแผนงานกิจกรรมในการดำเนินงานทางการเมืองไปสู่กลุ่มเป้าหมายในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด

(๒) เสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนและเปิดกว้างให้ประชาชนในเขตพื้นที่ ที่รับผิดชอบมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมพรรค เชื่อมโยงเชิงอุดมการณ์ที่มากขึ้นเพื่อสะท้อนปัญหาของประชาชน ชุมชนและหาทางแก้ไขร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายและประสบผลสำเร็จ

(๓) มอบหมาย ควบคุม กำกับดูแล ตรวจสอบเร่งรัดให้แผนงาน โครงการ กิจกรรม โดยบุคลากรสามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแนวทางที่พรรคได้กำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรม

(๔) บริหารงานและอำนวยการต่างๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรคที่เกี่ยวข้อง มีความเชื่อมโยงกับตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้เกิดประสิทธิภาพ

(๕) สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้คำปรึกษาแนะนำในการดำเนินงานแก่บุคลากรในสาขาพรรคและศูนย์ประสานงาน

(๖) สามารถปลุกกระแส สร้างเครือข่าย สร้างอุดมการณ์ให้ประชาชนเข้าใจนโยบายพรรค พร้อมที่จะเผยแพร่ให้ความรู้และมีบุคลากรทางการเมืองที่มีคุณภาพ ลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อสำรวจสภาพปัญหาต่างๆ พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกับประชาชน ชุมชนในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ

(๗) สามารถประสานงาน ติดต่อและเจรจากับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในเขตพื้นที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี

ข้อ ๕๑ ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ทำหน้าที่ช่วยหัวหน้าสาขาพรรคบริหารและอำนวยการในเขตพื้นที่ตามข้อ ๕๐ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) ให้เกิดผลสำเร็จต่อสาขาพรรคและมวลสมาชิกให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด

(๑) สามารถประสานงาน ติดต่อและเจรจากับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี

(๒) ร่วมกับสาขาพรรค ปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสาขาพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค

หมวด  ๗

การประชุมใหญ่พรรคและการดำเนินกิจกรรมของพรรค

ส่วนที่ ๑

การประชุมใหญ่พรรค

 

ข้อ ๕๒ คณะกรรมการบริหารพรรคต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

ข้อ ๕๓ การประชุมใหญ่วิสามัญอาจมีขึ้นได้ ดังนี้

(๑) เมื่อมีสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อกันร้องขอต่อหัวหน้าพรรค

(๒) กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  เข้าชื่อกันร้องขอต่อหัวหน้าพรรค

(๓) สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ หรือไม่น้อยกว่าสองร้อยห้าสิบคนแล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่ากัน  มีสิทธิเข้าชื่อกันร้องขอต่อหัวหน้าพรรค

(๔) หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคอาจเรียกประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคได้

ข้อ ๕๔ องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่พรรค ประกอบด้วย

(๑) กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด

(๒) ผู้แทนของสาขาพรรค ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาพรรคทั้งหมด ซึ่งมาจากภาคต่างกัน

(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

(๔) สมาชิกพรรคที่ได้รับรู้รับทราบจากการสื่อสารของพรรค สาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดหรือคำบอกกล่าวจากสมาชิกอื่นๆ

(๕) ผู้เข้าร่วมประชุมตาม (๑)(๒)(๓) และ (๔) ต้องมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าสองร้อยห้าสิบคน

(๖) การลงมติในที่ประชุมใหญ่ ให้ดำเนินการดังนี้

(ก) ให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกที่มาร่วมประชุม ในกรณีที่มีเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

(ข) มติในที่ประชุมให้กระทำโดยเปิดเผยเว้นแต่การลงมติเลือกตัวบุคคลตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๓๘ (๓) และ (๔) ให้ลงคะแนนลับ

ข้อ ๕๕ ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานในที่ประชุมใหญ่ ถ้าหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมให้รองหัวหน้าพรรคที่มาประชุมทำหน้าที่แทน ถ้ามีรองหัวหน้าพรรคหลายคนให้ทำหน้าที่ตามลำดับอาวุโส ถ้ารองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้คณะกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุมเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นประธาน เลขาธิการพรรคทำหน้าที่เป็นเลขานุการในที่ประชุม ถ้าเลขาธิการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองเลขาธิการพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งแล้วแต่กรณีทำหน้าที่แทน

ข้อ ๕๖ การดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรค

(๑) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรค หรือนโยบายของพรรค

(๒) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค

(๓) การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และกรรมการบริหารอื่นของพรรค

(๔) การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค

(๕) ให้ความเห็นชอบรายงานการเงินและการดำเนินกิจการของพรรคที่ได้ดำเนินการไปในรอบปีที่ผ่านมา

(๖) กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหน้าสาขาพรรค

(๗) การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีของพรรคประจำปีพร้อมกำหนดค่าจ้าง

(๘) กิจการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อบังคับพรรคหรือกิจการอื่นที่เสนอโดยหัวหน้าพรรค

กิจกรรมตาม (๑) (๒) และ (๓) เมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคแล้ว ให้พรรคมีหนังสือแจ้งให้นายทะเบียนทราบเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อให้นายทะเบียนประกาศแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา

ข้อ ๕๗ การเรียกประชุมใหญ่ทุกครั้ง ให้หัวหน้าพรรคแจ้งกำหนดการประชุมให้สมาชิกสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยให้ระบุวัน เวลา สถานที่และระเบียบวาระการประชุมด้วย เพื่อผู้เกี่ยวข้องจะได้บอกกล่าวให้สมาชิกทราบพร้อมติดประกาศให้ทราบทั่วกัน

ส่วนที่ ๒

การดำเนินกิจกรรมของพรรค

 

ข้อ ๕๘ การดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรคตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างน้อยในแต่ละปี พรรคการเมืองต้องมีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้

(๑) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย

(๒) ร่วมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีเหตุผล โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน

(๓) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดถึงการใช้อำนาจรัฐและการดำเนินงานขององค์กรอิสระอย่างมีเหตุผล

(๔) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่าง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน

(๕) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ให้หัวหน้าพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค จัดทำแผนหรือโครงการที่จะดำเนินกิจกรรมตามวรรคหนึ่งในแต่ละปีส่งให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนเมษายนของทุกปี เพื่อนายทะเบียนจะได้นำไปเผยแพร่ให้ประชาชนทราบต่อไป

ส่วนที่ ๓

การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และการลงมติ

 

ข้อ ๕๙ ให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคอย่างน้อยสองเดือนต่อครั้งหรือตามที่หัวหน้าพรรคเห็นสมควร และหัวหน้าพรรคเป็นผู้กำหนดวัน เวลา สถานที่ประชุมหรือเรียกประชุมเป็นพิเศษอีกก็ได้ตามความจำเป็นหรือตามคำขอของกรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ลงชื่อร่วมกันร้องขอต่อหัวหน้าพรรคให้เปิดประชุมเป็นพิเศษและจะต้องมีวาระหรือประเด็นที่จะประชุมเพื่อขอมติอย่างชัดเจน

ข้อ ๖๐ การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานในประชุม ถ้าหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมให้รองหัวหน้าพรรคที่มาประชุมทำหน้าที่แทน ถ้ามีรองหัวหน้าพรรคหลายคนให้ทำหน้าที่ตามลำดับอาวุโส ถ้ารองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้คณะกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุมเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นประธาน เลขาธิการพรรคทำหน้าที่เป็นเลขานุการในที่ประชุม ถ้าเลขาธิการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองเลขาธิการพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งแล้วแต่กรณีทำหน้าที่แทน

ข้อ ๖๑ มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคให้ถือเสียงข้างมาก หากมีเสียงเท่ากันให้ประธานออกเสียงชี้ขาด

ส่วนที่ 4

การประชุมใหญ่สาขาพรรคและการลงมติ

 

ข้อ ๖๒ คณะกรรมการสาขาพรรคต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สาขาพรรค อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ก่อนการประชุมใหญ่ของพรรค และในกรณีที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือเป็นการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างในเขตเลือกตั้งในจังหวัดของสาขาภาคนั้น คณะกรรมการสาขาพรรค ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อให้ความเห็นชอบในการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อที่อยู่ในความรับผิดชอบของสาขาพรรคนั้น

ข้อ ๖๓ องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค ประกอบด้วย

(๑) กรรมการสาขาพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของกรรมการสาขาพรรคทั้งหมด

(๒) สมาชิกของสาขาพรรค ที่มาประชุมใหญ่

(๓) ผู้เข้าร่วมประชุมตาม (๑) (๒) รวมกันต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน

การลงมติให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกที่มาร่วมประชุม กรณีที่มีเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ข้อ ๖๔ ให้หัวหน้าสาขาพรรคเป็นประธานในที่ประชุมใหญ่ ถ้าหัวหน้าสาขาพรรคไม่มาประชุมให้รองหัวหน้าสาขาพรรคทำหน้าที่แทน ถ้ารองหัวหน้าสาขาพรรคไม่มาหรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้คณะกรรมการสาขาพรรคที่มาประชุมเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุม และให้เลขาธิการสาขาพรรคทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ถ้าเลขานุการไม่อยู่หรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้ให้รองเลขานุการทำหน้าที่แทนในที่ประชุม การทำหน้าที่แทนกันดังกล่าวอาจให้ผู้อาวุโสสูงกว่าหรือตามที่ตกลงกันเองก็ได้

ข้อ ๖๕ การดำเนินกิจกรรมดังต่อไปนี้ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของสาขาพรรค

(๑) การเลือกตั้งหัวหน้าสาขาพรรค รองหัวหน้าสาขาพรรค เลขาธิการสาขาพรรค รองเลขาธิการสาขาพรรค เหรัญญิกสาขาพรรค นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค และกรรมการอื่นของสาขาพรรค

(๒) ให้ความเห็นชอบรายงานการเงินและการดำเนินกิจการของสาขาพรรคในรอบปีที่ผ่านมา

(๓) กิจการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.๒๕๖๐ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อบังคับพรรค หรือกิจการที่เสนอโดยหัวหน้าสาขาพรรค

การลงมติเลือกบุคคลตาม (๑) ให้ใช้การลงคะแนนโดยเปิดเผยหรือลงคะแนนลับแล้วแต่กรณี ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ใช้วิธีจับฉลากเพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ข้อ ๖๖ การเรียกประชุมใหญ่สาขาพรรคให้หัวหน้าสาขาพรรคแจ้งกำหนดการประชุมให้กรรมการสาขาพรรคและสมาชิกสาขาพรรคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยให้ระบุวัน เวลา สถานที่ประชุม และระเบียบวาระการประชุมด้วย

หมวด  ๘

หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกเพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้ง

เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ

และพิจารณาการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค

 

ข้อ ๖๗ ให้มีกรรมการคณะหนึ่ง เป็นคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ และพิจารณาการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มีจำนวนยี่สิบคนประกอบด้วย

(๑) กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่เกิน สิบสามคน

(๒) หัวหน้าสาขาพรรคไม่น้อยกว่า สี่สาขาซึ่งมาจากภาคต่างกัน

(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดซึ่งมาจากการเลือกของกรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่เกินเจ็ดคน

ข้อ ๖๘ คณะกรรมการสรรหา มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ทำการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อด้วยความเรียบร้อยรัดกุมและถูกต้องตามกฎหมาย

(๒) ทำการพิจารณาตรวจสอบให้ได้ผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถหรือมีประสบการณ์ทางการเมืองหรือเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือมีฐานเสียงสมาชิกในพื้นที่เป็นที่รู้จักคุ้นเคยและมีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม ตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่กำหนดในหมวด ๕

(๓) ห้ามมิให้คณะกรรมการสรรหายินยอมให้บุคคลที่มิได้เป็นสมาชิกของพรรคเข้าแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม หรือออกเสียงลงคะแนนในการดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อของพรรค

ข้อ ๖๙ การสรรหาผู้สมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามวิธีการดังต่อไปนี้

(๑) ให้คณะกรรมการสรรหากำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการสมัครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งและประกาศให้สมาชิกทราบเป็นการทั่วไป

(๒) เมื่อพ้นกำหนดเวลารับสมัครตาม (๑) ให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้งให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด แล้วส่งรายชื่อผู้สมัครให้สาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้น

(๓) เมื่อสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดได้รับรายชื่อผู้สมัครจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว ให้หัวหน้าสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดการประชุมสมาชิกเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาส่งมา

(๔) การประชุมสาขาพรรคต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนหรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน โดยในการลงคะแนนให้สมาชิกมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน และเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแล้ว ให้นับคะแนนและประกาศผลการนับคะแนนของสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในเขตเลือกตั้งนั้น แล้วรายงานรายชื่อผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนลำดับสูงสุดสองลำดับแรกให้คณะกรรมการสรรหาโดยเร็ว ในกรณีที่มีผู้มีคะแนนเท่ากันมากกว่าจำนวนดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการจัดเรียงลำดับ

(๕) ให้คณะกรรมการสรรหาส่งรายชื่อผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยพิจารณาจากผู้มีคะแนนสูงสุดของแต่ละเขตเลือกตั้ง  หากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบ ให้แสดงเหตุผลและให้พิจารณาผู้สมัครซึ่งได้คะแนนในลำดับถัดไปเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบกับรายชื่อที่สาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดส่งมาทั้งหมดให้คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการสรรหาประชุมร่วมกัน หากที่ประชุมร่วมกันมีมติเห็นชอบกับรายชื่อผู้สมัครผู้ใด ให้เสนอรายชื่อผู้นั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ถ้าที่ประชุมร่วมกันมีมติไม่เห็นชอบกับรายชื่อผู้สมัครที่สาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดส่งมาทั้งหมด ให้คณะกรรมการสรรหาแจ้งเหตุผลให้หัวหน้าสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในเขตเลือกตั้งนั้นทราบ และให้ดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จนกว่าจะได้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น

ข้อ ๗๐ การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้คณะกรรมการสรรหากำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการเสนอรายชื่อบุคคลเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง และมีหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และประกาศให้สมาชิกทราบเป็นการทั่วไป

(๒) เมื่อพ้นกำหนดเวลาเสนอรายชื่อจากกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดตาม (๑) ให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดและจัดทำบัญชีรายชื่อไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบรายชื่อ โดยคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง แล้วส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวไปยังสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

(๓) เมื่อได้รับบัญชีรายชื่อตาม (๒) แล้ว ให้หัวหน้าสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จัดการประชุมเพื่อให้สมาชิกลงคะแนนเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อตาม (๒) โดยให้สมาชิกลงคะแนนเลือกได้คนละไม่เกินสิบห้ารายชื่อ โดยการประชุมสาขาพรรคต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนหรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน เมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแล้ว ให้หัวหน้าสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดประกาศผลการนับคะแนนของสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดนั้น แล้วรายงานไปยังคณะกรรมการสรรหาโดยเร็ว

(๔) ให้คณะกรรมการสรรหาจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเรียงลำดับตามผลรวมของคะแนนที่ได้รับจากสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดตาม (๓) ในกรณีที่หัวหน้าพรรคประสงค์จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้หัวหน้าพรรคอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งลำดับที่หนึ่งและเรียงลำดับรายชื่อตามผลคะแนนดังกล่าวในลำดับถัดไปจนครบจำนวน ในกรณีที่คะแนนของบุคคลตามบัญชีรายชื่อเท่ากันให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการจัดเรียงลำดับ

(๕) ให้คณะกรรมการสรรหาส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตาม (๔) ให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบ หากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบให้ดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จนกว่าจะได้บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง หากไม่เห็นชอบบางรายให้ดำเนินการเฉพาะรายที่ไม่เห็นชอบ

เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิก ในกรณีที่สมาชิกผู้ใดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ยังมิได้มีการจัดตั้งสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ให้ถือว่าสมาชิกผู้นั้นเป็นสมาชิกซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งของสาขาพรรค  หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้งใกล้เคียงนั้น โดยสมาชิกคนใดจะอยู่ในเขตเลือกตั้งใดให้หัวหน้าสาขาหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำร่วมกันดำเนินการแล้วแจ้งให้สมาชิกผู้นั้นทราบ

ข้อ ๗๑ ให้หัวหน้าพรรคออกหนังสือรับรองการส่งผู้ได้รับการสรรหาตามมาตรา ๕๐ หรือส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๕๑

เมื่อหัวหน้าพรรคออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่งหรือส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อแล้ว แม้ภายหลังจะปรากฏว่ามิได้มีการดำเนินการตามมาตรา ๕๐ หรือมาตรา  ๕๑ แล้วแต่กรณี หรือดำเนินการไม่ครบถ้วน ไม่ทำให้การสมัครรับเลือกตั้งนั้นเสียไป แต่ถ้าคณะกรรมการทราบถึงการไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะต้องกล่าวโทษหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคนั้นต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีเขตอำนาจเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ข้อ ๗๒ ในการดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับการเลือกตั้งตามมาตรา ๕๐ หรือมาตรา ๕๑ ห้ามมิให้ผู้ใดหรือพรรคกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้สมาชิกลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น  หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้ใดไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆก็ตามที่ขัดต่อการสรรหาตามมาตรา  ๕๐  หรือมาตรา  ๕๑

ข้อ ๗๓ ให้พรรคคัดเลือกบุคคลที่เห็นสมควรที่จะเสนอชื่อให้ได้รับการพิจารณาการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๘ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง

ข้อ ๗๔ การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่เสนอรายชื่อให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการในที่ประชุมใหญ่ของพรรค และต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน โดยผู้ถูกเสนอชื่อเข้ารับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่เกินสามรายชื่อ ต้องเป็นสมาชิกพรรคและอยู่ในที่ประชุมใหญ่นั้นด้วยจึงจะมีสิทธิ

ข้อ ๗๕ การลงมติ ให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกที่มาประชุมใหญ่ในวันนั้น โดยเปิดเผยและสมาชิกมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน เมื่อดำเนินการนับคะแนนแล้ว ให้รายงานรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดสามลำดับ (ถ้ามี) เพื่อแจ้งรายชื่อต่อคณะกรรมการก่อนปิดการรับสมัครเลือกตั้ง

ข้อ ๗๖ สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อพิจารณาเข้ารับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๖๐ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ,  ๑๘๖ และมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐

หมวด  ๙

หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรค

 

ข้อ ๗๗ ให้พรรคแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรค ประกอบด้วย

(๑) กรรมการบริหารพรรคจำนวน ๕ คน

(๒) หัวหน้าสาขาพรรคจำนวน ๔ คนจากต่างภาคกัน

(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจำนวน ๔ คน

(๔) สมาชิกพรรค

ทั้งนี้ กรรมการตาม (๑) – (๔) มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินสิบห้าคน

ข้อ ๗๘ ให้คณะกรรมการคัดเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรค กำหนดคุณสมบัติและคุณลักษณะให้สอดคล้องกับคุณสมบัติและคุณลักษณะของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา หรือสำนักกิจการสภา หรือสภาผู้แทนราษฎรหรือตามกฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์ในการทำงานทางการเมืองของพรรคในรัฐสภา

ข้อ ๗๙ ห้ามมิให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวพิจารณาให้บุคคลที่มิได้เป็นสมาชิกของพรรคเข้ารับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ข้อ ๘๐ หลักเกณฑ์และวิธีคัดเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคดังกล่าว ห้ามมิให้นำไปใช้กับผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อของพรรค

ข้อ ๘๑ การพิจารณาคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คณะกรรมการคัดเลือกต้องพิจารณาถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ทางการทำงานหรือทางการเมืองหรือผลสำเร็จของงานหรืออาชีพในอดีต สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่บกพร่องและมีความเสียสละต่องานที่ได้รับมอบหมาย

หากภายหลังปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างสม่ำเสมอหรืออาจกระทำการใดๆหรือยินยอมให้ผู้ใดกระทำการแทน อันเป็นการฝ่าฝืนหรือขัดต่อระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับพรรค หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคประชุมพิจารณาถอดถอนได้

หมวด ๑๐

การให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

 

ข้อ ๘๒ เพื่อเป็นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชนโดยทั่วไป อันจะส่งผลให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามวิถีทางระบบรัฐสภา เป็นที่ศรัทธาและเชื่อมั่นของปวงชนชาวไทย พรรคจึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป ดังต่อไปนี้

(๑) จัดเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอาชีพเพื่อฝึกอบรมแก่สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

(๒) รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเพื่อกระตุ้นเตือนให้สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง

(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมตัวกันในรูปขององค์กรชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิ การจัดการ การดูแลรักษาทรัพยากรของท้องถิ่นตลอดจนปลูกฝังสิทธิทางการเมืองที่พึงมี

(๔) ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกันของสมาชิกพรรคในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจทางการเมืองร่วมกับบุคลากรของพรรคอย่างสม่ำเสมอ

(๕) เผยแพร่ความรู้ทางการเมืองหรือการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

(๖) ส่งเสริมให้สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไปได้เข้าชม หรือเข้าฟังการอภิปรายหรือบรรยายทางการเมืองอย่างทั่วถึง

(๗) ส่งเสริมให้สมาชิกพรรคและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย

(๘) ร่วมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีเหตุผลโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน

(๙) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการดำเนินงานขององค์กรอิสระอย่างมีเหตุผล

(๑๐) ส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่าง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน

(๑๑) สำหรับกิจกรรมอื่นใดอันจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

ข้อ ๘๓ เมื่อคณะกรรมการให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หัวหน้าพรรคจัดทำแผนหรือโครงการที่จะดำเนินกิจกรรมตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ และเมื่อพรรคดำเนินการแล้วส่งให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนเมษายนของทุกปี

ข้อ ๘๔ กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสาขาพรรคหรือคณะกรรมการสาขาพรรค ให้หัวหน้าพรรคมีหนังสือแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อจะได้ประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

หมวด ๑๑

การลงโทษสมาชิก

 

ข้อ ๘๕ การกล่าวหาสมาชิกของพรรคว่าได้กระทำหรือละเว้นการกระทำอันควรแก่การลงโทษต้องทำเป็นหนังสือถึงหัวหน้าพรรค โดยมีสมาชิกไม่น้อยกว่ายี่สิบคนลงลายมือชื่อ

ข้อ ๘๖ เมื่อได้รับหนังสือแล้วให้หัวหน้าพรรคมอบอำนาจให้กรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนทำการตรวจสอบมูลความผิดตามข้อกล่าวหานั้น ถ้าตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่มีมูลหัวหน้าพรรคมีอำนาจสั่งยกเลิกข้อกล่าวหานั้นเสียได้ แต่หากเห็นว่ามีมูลให้เสนอข้อกล่าวหานั้นพร้อมทั้งรายงานผลการตรวจสอบต่อหัวหน้าพรรคเพื่อ

(๑) พิจารณาชี้ขาด หรือ

(๒) แต่งตั้งสมาชิกไม่เกินกว่าห้าคน เป็นกรรมการสอบสวนความผิดนั้น แล้วเสนอความเห็นต่อหัวหน้าพรรคพิจารณาต่อไปก็ได้

ข้อ ๘๗ ในการสอบสวนความผิดสมาชิกตามข้อกล่าวหา ต้องให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาแก้ข้อกล่าวหาตลอดจนแสดงหลักฐานฝ่ายตนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา

ข้อ ๘๘ เมื่อการสอบสวนสิ้นสุดลงหัวหน้าพรรคมีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) ให้ระงับเรื่อง

(๒) ยกข้อกล่าวหา

(๓) ตำหนิด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วแต่กรณี

(๔) ภาคทัณฑ์

ในกรณีที่หัวหน้าพรรคเห็นว่าควรได้รับการลงโทษ โดยการให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค ให้หัวหน้าพรรคเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาและลงมติ และมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคถือเป็นที่สุด และสมาชิกผู้นั้นขาดจากความเป็นสมาชิกโดยทันที นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติ

ข้อ ๘๙ การพ้นจากสมาชิกพรรคกรณีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้หัวหน้าพรรคเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคให้ความเห็นชอบในเบื้องต้น แล้วดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้หรือตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ตามที่ได้บัญญัติไว้แทนก็ได้

หมวด ๑๒

รายได้ของพรรค

 

ข้อ ๙๐ พรรคอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้

  • เงินทุนประเดิมตามมาตรา ๙ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐
  • ค่าบำรุงพรรคจากสมาชิก

(๓) เงินค่าธรรมเนียมเรื่องใด จำนวนเท่าใดให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้กำหนด

(๔) เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรค

(๕) เงินทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค

(๖) เงินทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค

(๗) เงินอุดหนุนจากกองทุน

(๘) ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของพรรค

ข้อ ๙๑ สมาชิกพรรคอาจเสียค่าบำรุงพรรคเป็นรายปีหรือตลอดชีพตามข้อ ๓๙

ข้อ ๙๒ การรับบริจาคของพรรคให้เป็นไปตามกฎหมาย ประกาศของนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

หมวด ๑๓

การเงินและการบัญชีของพรรค

 

ข้อ ๙๓ คณะกรรมการบริหารพรรค มีหน้าที่บริหารการเงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดของพรรคและสาขาพรรคตลอดจนจัดให้มีการทำบัญชีให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

ข้อ ๙๔ ให้หัวหน้าสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ต้องจัดทำบัญชีรายชื่อ บัญชีรับและจ่ายเงินพร้อมที่อยู่ของสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาพรรค หรือในเขตจังหวัดที่ตนเป็นตัวแทนแล้วแต่กรณีตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อ ๙๕ บัญชีของพรรคประกอบด้วย

(๑) บัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับ และแสดงค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย

(๒) บัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค

(๓) บัญชีแยกประเภท

(๔) บัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน

ข้อ ๙๖ การกำหนดนโยบายของพรรคที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงความเป็นไปได้ของสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด นโยบายใดที่ต้องใช้จ่ายเงินการประกาศโฆษณานโยบายอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ

(๒) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย

(๓) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย

ในกรณีที่พรรคไม่ได้จัดทำรายการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการจะสั่งให้ดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดก็ได้

ข้อ ๙๗ การลงรายการบัญชีตามวรรคหนึ่งต้องมีรายการและเอกสารประกอบการลงบัญชี และต้องจัดทำภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อ ๙๘ งบการเงินซึ่งที่ประชุมใหญ่ของพรรคอนุมัติแล้วให้หัวหน้าพรรครับรองความถูกต้องร่วมกับเหรัญญิกพรรค และส่งให้นายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประชุมใหญ่ของพรรค พร้อมทั้งบัญชีตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๙

หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือสมาชิกผู้ใดได้รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยผู้บริจาคประสงค์จะบริจาคให้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค ต้องแจ้งให้พรรคทราบภายในระยะเวลาสิบห้าวัน และให้พรรคออกใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเป็นหนังสือให้แก่ผู้บริจาคเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด

หมวด ๑๔

การสิ้นสุด สิ้นสภาพ เลิกพรรคและสาขาพรรค

 

ข้อ ๙๙ การเลิกพรรคและสาขาพรรคให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรค

ข้อ ๑๐๐ ในกรณีที่พรรคต้องสิ้นสุด สิ้นสภาพ เลิกหรือยุบ ให้ทรัพย์สินของพรรคที่เหลือภายหลังจากการชำระบัญชีแล้วตกเป็นของมูลนิธิ “เราจะเป็นคนดี”

ข้อ ๑๐๑ การสิ้นสุด การสิ้นสภาพของพรรคและสาขาพรรค ให้เป็นไปตามมาตรา ๙๐, ๙๑ แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

หมวด ๑๕

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง ข้อบังคับพรรค และนโยบายพรรค 

 

ข้อ ๑๐๒ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง ข้อบังคับพรรค และนโยบายพรรค ให้กระทำได้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคและได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่พรรค

ข้อ ๑๐๓ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง ข้อบังคับพรรค และนโยบายพรรคต้องดำเนินการต้องเป็น

(๑) กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าสาขาพรรคหรือจากสมาชิกพรรครวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน

(๒) การลงมติของที่ประชุมใหญ่ให้ลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกพรรคที่มาประชุม

หมวด ๑๖

บทเฉพาะกาล

 

ข้อ ๑๐๔ ในการเปิดประชุมใหญ่ในครั้งแรกให้ใช้ข้อบังคับพรรคเสรีรวมไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงและรับรองข้อบังคับฉบับนี้

ข้อ ๑๐๕ ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกที่มีขึ้นภายหลังวันที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ใช้บังคับ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ ให้ข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่มีมติในที่ประชุมใหญ่ครั้งแรก

ข้อ ๑๐๖ ภายใต้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกให้มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน

ข้อ 107 กรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อใหเป็นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 13/2561 ลงวันที่ 14 กันยายน 2561 ในวาระแรกให้แต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารพรรคจำนวน สี่คน และสมาชิกจำนวน สิบเอ็ดคน ทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้เสนอกรรมการบริหารพรรคให้ความเห็นชอบ ถ้าเห็นชอบให้หัวหน้าพรรคทำหนังสือรับรองเพื่อแจ้งคณะกรรมการทราบ หากกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบรายใดให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกใหม่แทนผู้นั้น

ถ้าคณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหารพรรคมีความเห็นไม่ตรงกันให้ประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกใหม่ ผลการประชุมร่วมมีมติอย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้น

 

 

ทั้งนี้    ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 ประกาศ ณ วันที่..........เดือน..........พ.ศ...........

 

(นางสาวธนพร  โสมทองแดง)

รักษาการหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย